Metadata คืออะไร
Metadata เป็นศัพท์ทันสมัยสำหรับยุคอินเตอร์เน็ต หมายความถึงขัอมูลที่บอกรายละเอียดของข้อมูล ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งของ กิจกรรม คน หรือหน่วยงานก็ได้ ถ้าเราแปรข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นรูปดิจิตอลแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีสภาพเหมือนกัน แยกไม่ค่อยออกว่าอะไรเป็นอะไร Metadata คือป้ายหรือฉลากสำหรับอธิบายว่าข้อมูลแต่ละรายการคืออะไร โดยเราไม่ต้องเสียเวลาเปิดดูก่อน (ตัวอย่าง เช่น กระป๋องนม ที่มีฉลากภายนอกบอกให้เราทราบว่า สิ่งที่บรรจุอยู่ในกระป๋องเป็นนมผง หรือนมข้นหวาน หรือนมสด ผลิตโดยโรงงานใด ผลิตเมื่อไร หมดอายุเมื่อไร ราคาเท่าไร และผลิตเพื่อผู้บริโภคกลุ่มใด) เช่นเดียวกัน ข้อมูลที่อยู่ในรูปดิจิตอล จำเป็นต้องมีป้ายบอกเพื่อให้เราทราบว่า รายการนี้คือชื่อเรื่องของหนังสือ หรือชื่อภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือ หรือชื่อเรื่องของหนังสือที่มีผู้แปลเป็นอีกภาษาหนึ่ง สำหรับกรณีที่เป็นชื่อเฉพาะ เช่น ชื่อคน ซึ่งเราพบบ่อยๆในการสืบค้นจาก www แต่ละครั้งที่แสดงผลมักมีจำนวนมากกว่า 1 รายการ และเราต้องเลือกโดยการเดาว่า รายการนี้น่าจะเป็นเรื่องที่เราต้องการ ด้วยเหตุนี้การสืบค้นสารสนเทศจากอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะจาก www จึงจำเป็นต้องสร้าง Metadata เพื่อช่วยให้จัดข้อมูลได้ตามลักษณะเฉพาะที่แท้จริง ของข้อมูลแต่ละรายการ เพื่อนำไปสู่การสืบค้นที่มีประสิทธิภาพ
Metadata แท้ที่จริงคือการวิเคราะห์รายการหนังสือ และวารสารที่ห้องสมุดทั่วโลกปฏิบัติมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ เพราะส่วนใหญ่การพิมพ์หนังสือ และวารสารไม่ได้พิมพ์อย่างมีมาตรฐาน แม้ว่าเราจะมีมาตรฐานสากลของ ISO อยู่ก็ตาม บรรณารักษ์ถือว่าภารกิจสำคัญคือ การรวบรวมรายการสิ่งพิมพ์ ที่ปรากฏอยู่หลากหลายรูปแบบ วิเคราะห์และจัดรูปแบบสำหรับสืบค้นง่ายๆ เสียใหม่ ให้มีรายการมาตรฐานที่ประกอบด้วย รายการผู้แต่ง ชื่อเรื่อง และคำสำคัญ ที่จะสื่อให้เราทราบว่า สารสนเทศรายการนั้นคือหนังสือ หรือวารสาร หรือฐานข้อมูล วิธีการของบรรณารักษ์เป็นมาตรฐานสากล ใช้ได้ผลก็จริง แต่เป็น Metadata ที่มีรายละเอียดมาก เช่น U.S. MARC ค่อนข้างยากสำหรับคนทั่วไปที่จะใช้ ปัจจุบันสารสนเทศที่เผยแพร่ในอินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นทุกที จนกระทั่งหลายคนคิดว่า น่าจะมีวิธีแบบที่บรรณารักษ์ใช้ และสามารถสืบค้นสารสนเทศใน www ได้ถูกต้อง รวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลาคัดเลือกว่า รายการที่แสดงผลมากมาย เรื่องใดเป็นบทความวิชาการ บทโฆษณา บทภาพยนตร์ หรือบทวิจารณ์
Dublin Core Metadata Elements ประกอบด้วยรายการ ที่แสดงลักษณะพื้นฐานของสารสนเทศ 15 ข้อ เพื่อให้พัฒนาข้อมูลดิจิตอล และทำดัชนีสำหรับสืบค้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1. TITLE ชื่อเรื่อง
2. AUTHOR OR CREATOR ผู้แต่ง หรือ เจ้าของงาน
3. SUBJECT OR KEYWORDS หัวเรื่อง หรือ คำสำคัญ
4. DESCRIPTION ลักษณะ
5. PUBLISHER สำนักพิมพ์
6. OTHER CONTRIBUTORS ผู้ร่วมงาน
7. DATE ปี
8. RESOURCE TYPE ประเภท
9. FORMAT รูปแบบ
10. RESOURCE IDENTIFIER รหัส
11. SOURCE ต้นฉบับ
12. LANGUAGE ภาษา
13. RELATION เรื่องที่เกี่ยวข้อง
14. COVERAGE สถานที่และเวลา
15. RIGHT MANAGEMENT สิทธิ ศสท. ได้รับเชิญเป็นผู้แทนหน่วยงานไทยเข้าร่วม Dublin Core Metadata Initiative ซึ่งผู้แทนจากประเทศต่างๆ นัดประชุมทุกปี เพื่อปรับปรุงรายละเอียดการจัดทำข้อมูลหลายภาษา ให้มีมาตรฐานเดียวกัน โปรดติดตามความคืบหน้าของ Dublin Core จาก http://dublincore.org
Keyboard short cut
Here’s a simple way you can run Internet Explorer from the command line…
Create a new text file that contains the following line:
CODE
@start “” /b “C:\Program Files\Internet Explorer\iexplore.exe” %*
Rename the file e.bat
Copy this file to your profile folder
QUOTE
C:\Documents and Settings\your_account_name
Now you can open a command prompt window and type the following
CODE
e www.trap17.com
This will start Internet Explorer and open the URL for www.trap17.com
———————————————-
Windows Logo+E: Windows Explorer
Windows Logo+D: Minimizes all open windows and displays the desktop
Windows Logo+TAB: Cycle through taskbar buttons
Windows Logo+TAB: Cycle through taskbar buttons
Windows Logo+Break: System Properties dialog box
Dialog box keyboard commands
• TAB: Move to the next control in the dialog box
• SHIFT+TAB: Move to the previous control in the dialog box
• SPACEBAR: If the current control is a button, this clicks the button. If the current control is a check box, this toggles the check box. If the current control is an option, this selects the option.
• ENTER: Equivalent to clicking the selected button (the button with the outline)
• ESC: Equivalent to clicking the Cancel button
• ALT+underlined letter in dialog box item: Move to the corresponding item
วีธีการคิดค่าแรง Project สำหรับ freelances
พอดีช่วงนี้มีน้องๆหลายคนมาถามว่า “ไปรับงานเขียนโปรแกรมฟรีแลนซ์มา จะคิดตังค์เขายังไงดีอ่ะ” ปกติ ตัวผมเองก็ใช้วิธีกะเอาเคร่าๆว่ายากง่ายแค่ไหนตามประสบการณ์ เลยไปค้นดูว่า มีวิธีคิดเป็นทฤษฎีอะไรอยู่บ้างไหมก็เจอมาตามนี้ครับ
วิธีง่ายที่สุด
1. คุณวัดค่าความสามารถของคุณเองขึ้นมาก่อนง่ายๆ ว่าเดือนหนึ่งคุณอยากได้เงินเดือนที่เท่าไร แล้วเอามาหาร 20 จะได้เป็น man/day
2. ลองคิดดูว่าจะใช้เวลากี่วันจึงจะทำให้งานเสร็จ เช่น หากไม่ใช้ Ajax ใช้เวลา 20 วัน แต่ถ้าใช้ Ajax ใช้เวลา 30 วัน แค่นี้เงินมันก็ไม่เท่ากันแล้ว
3. ใส่ค่า Overhead ในการทำงานเข้าไปเช่น ค่าเดินทาง ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าปวดหัว ฯลฯ ส่วนมากแล้วจะคิดเป็น 30% ของ 2 ส่วนแรก
4. เอาเงินที่ได้มาคูณกับ % ที่เราคิดว่าน่าจะเป็นกำไร เช่น อยากได้กำไร 30% ก็คูณเข้าไปเ ท่านั้นก็จะได้ราคาโดยรวม ซึ่งราคานี้ยังไม่รวม Maintain นะครับ คุณต้องคิดต่อไปด้วยว่าจะคอยช่วย Support แก้งานอีกถึงเมื่อไร อาจจะแถมให้ Maintain ให้ 3 เดือน ก็เหมือนกับการการันตีของทั่วไป แต่หลังจากนั้นคิดเงินเป็นครั้งละ xxx บาท หรือเดือนละ xxx บาท ซึ่งโดยมากแล้วหากคิด support เป็นปีจะคิดเป็น 25% ของราคารวมครับ
อันนี้ เอามาจาก forum narisa โดยคุณ bomber ครับ
เมือลองไปดู website freelance ของทางเมืองนอกดู ก็ปรากฏว่าเขามีวิธีที่เป็นมาตราฐานอยู่หลายวิธีเหมือนกัน ผมรวมๆเอามาให้ได้ดังนี้ครับ
Web develop tutorial
http://www.mandarindesign.com/
http://www.mandarindesign.com/boxes.html
*******************
http://www.sitepoint.com/recentarticles/
http://www.sitepoint.com/article/aspnet-performance-tips
http://www.seoconsultants.com/css/menus/tutorial/
http://www.telerik.com/demos/aspnet/Grid/Examples/Overview/DefaultCS.aspx
http://www.amazon.com/gp/product/webstandardsw-20/1590595335/104-6729182-1300737
API(Application Programming Interface)
คือเป็น library (ชิ้นส่วนของ function/module/utility) ที่เขาสร้างขึ้นมาให้ผู้ที่พัฒนา Application เรียกใช้งานได้เลย
เหตุที่เรียกอย่างนี้ คือ อาจจะมีชิ้นส่วนของ function/module/utility บางอย่างอยู่ข้างในที่เขาไม่เปิดเผยนะครับ ส่วนที่เปิดเผย (API) ก็คือส่วนที่ติดต่อ (Interface) ระหว่างกลไกภายใน กับโปรแกรมของเรา
http://code.google.com/apis/
http://code.google.com/apis/ajax/
http://developer.yahoo.com/yui/animation/
RSS(Really Simple Syndication)
RSS หรือ Really Simple Syndication คือรูปแบบไฟล์ของภาษา XML ใช้สำหรับการแบ่งปันหัวเรื่อง ข้อมูลบนเว็บระหว่างเว็บด้วยกัน หรือสำหรับดึงข่าวจากเว็บต่างๆ มาแสดงบนเว็บของคุณ ซึ่งแต่ก่อน อาจมีการสร้างหัวเรื่องของข่าวจากเว็บต้นแบบ จากนั้นนำลิงค์ไปติดที่หน้าเว็บของเรา การแก้ไขถ้าเว็บต้นแบบแก้ไข เว็บของเราจะต้องทำการแก้ไขตามด้วย
นอกจากนี้สำหรับนักท่องเน็ตทั่วไป สามารถนำประโยชน์ของ RSS นี้ไปใช้งานได้ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปในเว็บไซต์นั้นบ่อยๆ (ทั้งนี้เนื่องจากหลายๆ เว็บอาจมีการ udpate ข้อมูลที่ไม่พร้อมกัน) โดยสามารถติดตั้งโปรแกรม RSS Reader ใช้สำหรับดึงหัอข้อข่าวสารที่มีบริการ RSS มาไว้ในเครื่องของเรา และถ้ามีการ udpate จากเว็บนั้นๆ เราก็สามารถคลิกลิงค์ไปยังเว็บที่ให้บริการได้โดยตรง ทำให้ย่นเวลาในการเข้าไปดูเว็บต่างๆ มากมาย
รู้ได้อย่างไรว่าเว็บไหนมีบริการ RSS
สังเกตได้จากสัญลักษณ์ที่มีเครื่องหมาย
หรือ
ส่วนใหญ่มักอยู่บริเวณเมนูหลักของเว็บ หรือบริเวณส่วนล่างของหน้าเว็บเพจ
เพิ่มเติม : XML
XML (eXtensible Markup Language)
เป็นภาษาชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับเขียนเอกสารประเภท markup โดยจะมีการใช้ tags ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับภาษา HTML เพื่อกำหนด แยกแยะประเภทของข้อมูลให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น จุดเด่นของ XML คือเป็นโปรแกรมที่ยืนหยุ่นมาก และไม่ขึ้นกับโปรแกรมประยุกต์หรือระบบปฏิบัติการใดๆ
— ปกติเวลาเราเปิดคอมพิวเตอร์ต่อ internet เราก็จะมามาเปิด web site ต่างๆ ที่ชื่นชอบเป็นประจำทุกๆวัน เพื่อเข้าไปดูว่ามีอะไรใหม่ๆบ้างหรือเปล่า อย่างตัวผม ผมจะเข้ามาดูที่ Narisa, Delicious, Digg ฯลฯ
คงจะดีไม่น้อยถ้าเราจะมีโปรแกรมสักตัวที่ไปดึงข้อมูลจาก Web Site ต่างๆมาให้เราดู โดยไม่ต้องไปค่อยเปิดดูที่ละ Web Site นั่นเป็นที่มาของ concept Syndication เมื่อก่อนนี้ประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว Microsoft ได้เปิดตัวเทคโนโลยีที่เรียกว่า Active Desktop เพื่อตอบรับความต้องการข้างต้น แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมันกิน Resource ของเครื่องมากเกินไป
จากวันนั้น XML ก็เริ่มได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ จนมากลายเป็นมาตรฐานสากลไป จึงมีคนคิดขึ้นมาว่า จริงๆแล้วเราสามารถใช้ XML เป็นสื่อในการ Syndicate ข้อมูลจาก Web Site ต่างๆได้ และถ้าจะให้ดี มันควรจะเป็นมาตรฐานเดียวกัน และนั่นเป็นที่มาของ RSS หรือ Really Simple Syndication ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น XML format ที่ง่ายมากๆ และใช้เพื่อการ Syndicate ข้อมูลโดยเฉพาะ
นี่คือที่มาที่ไปและประโยชน์ของ RSS ครับ ส่วนรายละเอียดเช่น Spec สามารถหาอ่านได้ที่
http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss
— Syndicate คืออะไรครับ ???
มีหลายความหมายครับ กรณีน่าจะหมายถึง
A news agency that sells features or articles or photographs etc. to newspapers for simultaneous publication
เป็นศัพท์ที่ใช้ในวงการสื่อ ที่แชร์ข่าวร่วมกัน อย่างคอลัมน์ข่าวหลายๆเจ้า เค้าจะเอามาจากที่เดียวกัน อย่าง AP News, CNN มาลงในนสพ.ของตน โดยที่ไม่ต้องไปทำข่าวเอง
การทำ syndicate ใน blog ก็ใช้หลักเดียวกัน คือแชร์บลอกที่แต่ละคนเขียนให้ผู้อื่นไปเผยแพร่หรือหาอ่านจากที่อื่นได้ง่ายขึ้น
ปรับแต่งให้ Mozilla Firefox 1.5 ใช้ภาษาไทยอย่างสมบูรณ์
http://www.thaicyberpoint.com/ford/blog/id/163/